“กรมป่าไม้” ยืนยันหลักฐานมัดตัวคดีรุกป่า สองตา-ยาย ไม่ใช่เก็บเห็ด แต่แท้จริงแล้วกลับเข้าป่ามาทำอย่างอื่นแทน จนชาวเน็ตหมดสงสารปล่อยตามเวรตามกรรม!!

“กรมป่าไม้” ยืนยันหลักฐานมัดตัวคดีรุกป่า สองตา-ยาย ไม่ใช่เก็บเห็ด แต่แท้จริงแล้วกลับเข้าป่ามาทำอย่างอื่นแทน จนชาวเน็ตหมดสงสารปล่อยตามเวรตามกรรม!!

จากกรณีสืบเนื่องที่เป็นกระแสสังคมในขณะนี้ จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้รายงานว่า คณะของ นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี ลักลอบตั้งแคมป์พักแรมในจุดบริเวณห้วยปะชิ อยู่ระหว่างหน่วยฯ ทิคอง กับหน่วยฯ มหาราช ซึ่งเป็นจุดที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกไม่อนุญาตให้ตั้งแคมป์ จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพิสูจน์ทราบ ตรวจพบอาวุธหลายชนิด รวมถึงซากสัตว์ป่า อาทิซากไก่ฟ้าหลังเทากับเนื้อเก้ง จนกระทั่งพบซากเสือดำถูกชำแหละเนื้อและหนังแล้วกับเครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนมากที่ถูกซุกซ่อนไว้บริเวณที่แค้มป์พัก กำลังส่งดำเนินคดี สภ.ทองผาภูมิ ต่อไป

จึงทำให้กระแสสังคมได้มีการนำคดีสองตายายเก็บเห็ดที่เคยเป็นข่าวโด่งดังในอดีตมาเปรียบเทียบการตัดสิน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดถึงสาเหตุการจำคุกสองตายายอยู่มากโดยเข้าใจผิดว่าสองตายายเพียงเข้าไปเก็บเห็ดเท่านั้น วันนี้ทางทีมงานสยามนิวส์จึงได้รวบรวมนำประเด็นดังกล่าวมาชี้กระจ่างให้เข้าใจถึงการตัดสินของศาลให้ทุกคนได้เข้าใจอย่างถูกต้อง

ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันที่ 2 พ.ค.60 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า จากกรณีคดีที่นายอุดม ศิริสอน  และนางแดง ศิริสอน  สองสามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในข้อหาร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต,ทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตรารัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต(ป่าสงวนแห่งชาติดงแนง) ตั้งแต่ปี 2553 และในปี 2554 จนกระทัั่งถูกศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษาจำคุกคนละ 30 ปี ลดโทษเหลือ 15 ปี ซึ่งในปี 2557 ผู้ต้องหาได้ยื่นประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ เเละในปีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษจำคุกเป็น 14 ปี 12 เดือน และจำเลยขอฎีกา โดยมีการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

และในวันเดียวกัน นายชลธิศ สุวรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิเสธให้ความเห็นกรณีศาลฎีกา พิพากษาตัดสินจำคุก 5 ปี นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน สองสามี-ภรรยา ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484 โดยบอกสั้นๆว่า จะหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อน ขณะนี้ยังไม่สะดวกเพราะติดภารกิจประชุม และขอให้สอบถามกับ นายอรรถพล เจริญชันษา ผู้อำนวยการป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้

ด้านนายอรรถพล ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง จ.กาฬสินธุ์ โดยยืนยันว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนมีหลักฐานแน่นหนา ซึ่งการเข้าจับกุมในวันที่ 12 ก.ค. 2553 มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้าร่วมในการตรวจจับกุม ทั้งนายอำเภอ แต่ผู้กระทำความผิดหลบหนีไปได้ ทิ้งรถจักรยานยนต์เอาไว้ ในที่เกิดเหตุมีการตัดฟันต้นสักที่ปลูกอายุประมาณ 17 ปี รวมทั้งพยานบุคคลที่เข้าร่วมกระทำผิด

" ซึ่งหากถามว่าศาลตัดสินจากหลักฐานและพยานที่ระบุว่าสองคนนี้เกี่ยวข้องกับขบวนการตัดไม้ในพื้นที่นี้ มีความเสียหายกับต้นสักและไม้กระยาเลยชนิดไม้สัก ไม้กระยาเลยจำนวน 595 ต้น และชัดเจนว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง แต่ทำไมทั้งสองคน จึงไม่ซัดทอดไปให้ถึงคนบงการ จึงต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งยอมรับว่าคดีนี้เกี่ยวกับชาวบ้าน จึงทำให้กรมป่าไม้ตกเป็นจำเลยสังคม" 

โดยลำดับเหตุการณ์ฉบับย่อได้ดังนี้

กรมป่าไม้ สรุปผลการตรวจสอบพื้นที่เสียหายตั้งแต่วันที่ 12 – 19 ก.ค. 2553  พบมีพื้นที่ป่าถูกบุกรุกรวมเนื้อที่ทั้งหมด 73 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ 28ไร่ คือ สวนป่าดอนลำดวน เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยาน ฯ 45ไร่ สวนป่าไม้ลาน และสวนป่าซำแคน ตรวจยึดไม้ของกลางทั้งหมด 1, 148 ท่อน ปริมาตร 65.69 ลูกบาศก์เมตร- เป็นไม้สักและไม้กระยาเลยของกลางที่พบในพื้นสวนป่าดอนลำดวน ของกรมป่าไม้ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง จำนวน 595 ท่อนเป็นไม้สักและไม้กระยาเลยของกลางที่พบในพื้นที่สวนป่าไม้ลาน และสวนป่าซำแคน ของกรมอุทยานฯ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง จำนวน 553 ท่อน

และจากกระแสสังคมที่ออกมาต่อต้านการตัดสินทำให้มีเพจดังหลายสำนักออกมาให้ความกระจ่างดังนี้

1. สองสามีภรรยาคู่นี้ ไม่ใช่ตากับยาย การใช้คำว่า “ตา – ยาย” ของชาวเน็ต สื่อให้เห็นถึงความเป็นผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

แต่แท้ที่จริง คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 หรือเมื่อ 7 ปีก่อน เพราะฉะนั้น นายอุดม สามีอายุ 47 ปี ส่วนนางแดง ภรรยา อายุเพียง 44 ปี เพราะฉะนั้นคงเป็นไปได้ยากที่จะเรียกว่าตากับยาย

2. สองสามีภรรยาคู่นี้ ไม่ได้ถูกจับเพราะเก็บเห็ด แต่ถูกจับเพราะไปตัดไม้ในป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง 72 ไร่ พร้อมกับพวก 3 – 4 คน โดยมีหลักฐานตัดไม้สักและกระยาเลยกว่า 1,000 ต้น

มีพยานเห็นสองสามีภรรยาวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ระหว่างเห็นเจ้าหน้าที่จับกุม

3. สองสามีภรรยาคู่นี้ อ้างกับศาลคนละเรื่อง ในชั้นอุทธรณ์ สองสามีภรรยาอ้างว่า มีคนบอกให้รับสารภาพเสียค่าปรับแล้วกลับบ้านได้ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงให้การรับสารภาพ

แต่ในชั้นฎีกา ฝ่ายสามีอ้างว่าเคยถูกรถชนสลบไป 2 – 3 วัน ก่อนจะถูกดำเนินคดี แล้วลมออกหู ประสาทไม่ดี พูดจาไม่รู้เรื่อง ศาลชั้นต้นถามหลายครั้งก็ก้มหัวเท่านั้น

ขัดแย้งกับใบรับรองแพทย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และ คลินิกนายแพทย์เปตรง ไม่ปรากฏว่าอุบัติเหตุก่อนจะถูกดำเนินคดีนี้ในปี 2553 แต่เคยถูกรถชนจนสลบไป 2 – 3 วัน เมื่อปี 2554

ส่อแสดงว่า พยายามปรุงแต่งข้ออ้างของสามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องที่อ้างขัดแย้งกันเองทั้งสิ้น

4. การตัดไม้ในป่าสงวนทำเป็นขบวนการ มีกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อให้กลายเป็นป่าไม้ไม่สมบูรณ์และหวังผลให้ทางราชการนำพื้นที่จัดสรรแบ่งปันให้แก่ชาวบ้าน

5. สองสามีภรรยา ได้รับการลดโทษในชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก 11 ปี ฐานบุกรุกป่าสงวน และ 19 ปี ฐานครอบรองไม้หวงห้าม แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 15 ปี

ศาลอุทธรณ์ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมจำคุกคนละ 14 ปี 12 เดือน มาถึงชั้นฎีกา ลดโทษเหลือคนละ 5 ปี แต่ถึงกระนั้นเมื่อยังไม่ถึงอายุ 70 ปี ไม่สามารถพักโทษได้

6. สองสามีภรรยา มีสิทธิ์จะรื้อฟื้นคดี หากมีพยานหลักฐานชิ้นใหม่

ผลการดำเนินคดี

1. ชั้นพนักงานสอบสวน เห็นควรสั่งฟ้องตามสำนวนการสอบสวน
2. ชั้นอัยการ พนักงานอัยการ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
3. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 3581/2554 คดีหมายเลขแดง ที่ 3508/2554 พิพากษาความผิดฐานร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ก่นสร้าง ทำไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้จำคุกคนละ 11 ปี และความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้าม อันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุกคนละ 19 ปี รวมจำคุกคนละ 30 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลางทั้งหมด (26 ก.ย. 2554 )
4. ศาลอุธรณ์พิพากษา คดีหมายเลขดำที่ สวอ.4/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 670/2555 พิพากษา คงจำคุกคนละ 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น(เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2555
และวันนี้ศาลฎีกา พิพากษาจำคุกคนละ 5 ปี

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสำหรับแนวทางการช่วยเหลือทนายระบุว่ามี 3 แนวทาง คือยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดี/ขอพระราชทานอภัยโทษและขอพักโทษ ในส่วนของการขอรื้อคดี จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานในคดีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้การเท็จ ก่อนจะส่งเรื่องให้ศาลเพื่อพิจารณาต่อไป ว่าจะมีความเห็นให้มีการรื้อฟื้นคดีหรือไม่

โพสต์ของเพจดัง

ขอบคุณ แหม่มโพธิ์ดำ

คลิปเหตุการณ์

ขอบคุณที่มาคลิป Thai PBS

ทั้งนี้ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ก.พ. นายพชรวิเชียร สมจิตร ผู้บัญชาการเรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า หลังมีกระแสข่าวและญาติของนายอุดมและนางแดงมีความเข้าใจว่าทั้งสองเป็นนักโทษในระดับดีมาก และหากอยู่ในระดับดีเยี่ยมนั้นจะได้รับการพักการลงโทษและออกจากเรือนจำภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 นั้น ทางเรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติได้ตรวจสอบทะเบียนประวัติของผู้ต้องขังทั้งสองคนแล้ว ซึ่งศาลได้พิพากษาจำคุกดังนี้ นายอุดม ศิริสอน กำหนดโทษ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 หักขัง 595 วัน พ้นโทษวันที่ 14 กันยายน 2563 เป็นนักโทษชั้นดี ส่วนนางแดง ศิริสอน กำหนดโทษ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 หักขัง 622 วัน พ้นโทษวันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นนักโทษชั้นดี

"ทั้งนี้ผู้ต้องขังทั้งสองราย อยู่ระหว่างการขออนุมัติเลื่อนชั้นรอบวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นชั้นดีมาก โดยจะเข้าหลักเกณฑ์พักการลงโทษดังนี้ นายอุดม ในกรณีเลื่อนชั้นเป็นชั้นดีมากจะเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษในเดือนมิถุนายน 2562 และหากได้รับการเลื่อนชั้นเป็นชั้นเยี่ยมจะเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษในเดือนมิถุนายน 2561 สำหรับนางแดง กรณีเลื่อนชั้นเป็นชั้นดีมาก เข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษในเดือนมกราคม 2562 และหากได้รับการเลื่อนชั้นเป็นชั้นเยี่ยมจะเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษในเดือนธันวาคม 2561 ทั้งนี้ผู้ต้องขังทั้งสองรายนั้นได้รับการปฏิบัติเหมือนกันกับผู้ต้องขังทุกราย แต่ขณะนี้อยู่ในวัยที่ค่อนข้างจะเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว โดยนายอุดมได้เข้ารับการฝึกอบรมด้านอาชีพต่างๆ แต่เน้นไปที่อาชีพจักรสาน ส่วนนางแดงนั้นได้ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ทำความสะอาดเกี่ยวกับสถานที่อยู่ และได้เข้าอบรมสร้างอาชีพในการทำขนม เบเกอรี่" นายพชรวิเชียร กล่าว

เรียบเรียงโดย ทีมงานสยามนิวส์

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ