เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุชายรายหนึ่งบุกอาละวาดทำลายทรัพย์สินภายในร้านขายของชำแห่งหนึ่ง พื้นที่หมู่ 9 ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี สร้างความแตกตื่นให้กับเจ้าของร้านและผู้ที่อยู่ภายใน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้จากกล้องวงจรปิด ซึ่งระบุเวลาเกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 11.14 น.
จากภาพกล้องวงจรปิดปรากฏว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายเอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ได้มานั่งร้องเพลงอยู่บริเวณหน้าร้าน ก่อนจะเริ่มก่อเหตุทำลายทรัพย์สินด้วยการใช้เท้าถีบ เตะ และกระชากข้าวของจนกระจัดกระจาย จากนั้นเปิดตู้แช่สินค้า หยิบขวดเครื่องดื่มออกมาทุบกระจกตู้แช่จนแตกเสียหาย ก่อนนำขวดไปขว้างใส่รถกระบะที่จอดอยู่หน้าร้าน และใช้กำลังทุบทำลายตัวรถอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้น นายเอ ยังย้อนกลับเข้ามาก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง โดยใช้เท้าถีบชั้นวางสินค้า พร้อมหยิบถาดผักและผลไม้ขว้างเข้าไปภายในร้านในลักษณะคลุ้มคลั่ง ก่อนหยิบเครื่องดื่มขึ้นมาดื่ม แล้วเดินออกไปใช้น้ำราดบริเวณเท้าซ้าย ซึ่งคาดว่าได้รับบาดเจ็บระหว่างก่อเหตุ จากนั้นยังคงหยิบสิ่งของภายในตะกร้ามาขว้างปาเข้าไปในร้านหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ภายในต่างตกใจและร้องขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัว
น.ส.เสาวนิตย์ อายุ 53 ปี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า สาเหตุของเหตุการณ์เชื่อว่ามาจากการที่นายเอ แอบชอบตน แต่ตนไม่ได้ตอบรับความรู้สึก เนื่องจากเป็นแม่ม่ายที่สามีเสียชีวิตมาหลายปี แม้จะมีผู้เข้ามาพูดคุยหรือแสดงความสนใจถือเป็นเรื่องปกติ แต่นายเอ มักแสดงอาการไม่พอใจและหึงหวงอยู่เสมอ อีกทั้งที่ผ่านมาเคยมีปากเสียงกันหลายครั้ง และเคยนำผักที่วางขายขว้างใส่ลูกชายวัย 25 ปี ซึ่งออกมาปกป้องแม่มาแล้ว
เจ้าของร้านระบุอีกว่า ในวันเกิดเหตุ นายเอ มีอาการรุนแรงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจ ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรแหลมสิงห์ ระหว่างที่กำลังแจ้งเหตุ ผู้ก่อเหตุก็ได้บุกเข้ามาทำลายทรัพย์สินภายในร้านอย่างต่อเนื่อง โชคดีที่กระจกหน้าร้านติดฟิล์มกรองแสง ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่สามารถมองเห็นบุคคลที่หลบอยู่ภายใน ซึ่งมีทั้งบิดาและมารดาสูงอายุ โดยเฉพาะมารดาที่เกิดอาการช็อกจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ต่อมา พ.ต.ท.สุรพงษ์ พรงาม สารวัตร (สอบสวน) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และพบนายภูริวัฒน์กำลังทำลายทรัพย์สินอยู่ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ยุติการกระทำ แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยินยอมหยุด จึงเข้าควบคุมตัวไว้ได้ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายรายการ รวมมูลค่าประมาณ 199,100 บาท ประกอบด้วย รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ สีเทา ได้รับความเสียหายบริเวณประตูและกระจกแค็บด้านขวา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,000 บาท ประตูบานเลื่อนกระจกหน้าร้าน 2 บาน มูลค่าประมาณ 100,000 บาท ตู้แช่สินค้าที่กระจกแตก 2 บาน มูลค่า 50,000 บาท โต๊ะพับเหล็ก 1 ตัว มูลค่า 4,000 บาท เครื่องดื่มอีก 10 ขวด มูลค่า 600 บาท รวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ อีกหลายรายการ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน ภาพจากกล้องวงจรปิด และภาพถ่ายในที่เกิดเหตุ เพื่อประกอบสำนวนและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามขั้นตอนของกฎหมาย
นอกจากนี้ เพื่อนบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า นายเอ เคยมีพฤติกรรมก่อเหตุทำลายทรัพย์สินมาแล้วหลายครั้ง โดยอ้างว่าเคยทำลายบ้านของพี่สาวในจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาทจนเสียหายอย่างหนัก ทำให้พี่สาวต้องย้ายออกไปอาศัยที่อื่น รวมถึงยังเคยทุบทำลายห้องแถวซึ่งเป็นทรัพย์สินของบิดาและมารดาที่อยู่ใกล้กับร้านเกิดเหตุ จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าอยู่อาศัย และปัจจุบันกลายเป็นห้องแถวร้าง ขณะที่บิดามารดาของผู้ก่อเหตุต้องย้ายออกไปพักอาศัยในพื้นที่อื่นเพื่อความปลอดภัย