เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ศาลแพ่งพระโขนงออกนั่งพิจารณาคดีนัดสืบพยานโจทก์ ในคดีข้อพิพาทระหว่าง นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี ในฐานะโจทก์ กับ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สก๊อต จำเลย ซึ่งสังคมเรียกขานว่า คดีลูกเนรคุณ
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เปิดเผยว่า ในวันดังกล่าว ทนายความของทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย รวมถึงผู้รับมอบอำนาจ ได้เดินทางมาศาล ขณะที่นางจีรานุชไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเอง โดยทนายฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง พร้อมให้เหตุผลว่าประสงค์จะยุติข้อพิพาทซึ่งเป็นเรื่องภายในครอบครัว และไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับทราย สก๊อต อีกต่อไป
ด้านทนายฝ่ายจำเลยไม่ได้คัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง พร้อมจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษ ส่วนคำร้องของฝ่ายทราย สก๊อต ที่ขอให้ศาลพิจารณาลงโทษบุคคลหนึ่งในข้อหาละเมิดอำนาจศาลนั้น ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการไต่สวน โดยจะออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำต่อหน้าผู้อำนวยการศาลแพ่งพระโขนงและเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลในการนัดครั้งต่อไป ขณะที่นายปานเทพ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจเจรจาไกล่เกลี่ย ยืนยันว่าการดำเนินการของทีมทนายเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และไม่ได้กระทำการใดที่ขัดต่อมารยาทวิชาชีพทนายความ
ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการในศาล ทราย สก๊อต เปิดเผยว่า เพิ่งทราบเรื่องการถอนฟ้องผ่านทางสื่อมวลชน ไม่ได้รับการติดต่อจากครอบครัวโดยตรง พร้อมมองว่าการถอนฟ้องในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่เกิดจากพลังของสังคมที่ร่วมกันติดตามและให้กำลังใจ
ทรายกล่าวว่า ตนไม่ขอใช้คำว่าเป็น ชัยชนะ เพราะเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก พร้อมยืนยันว่าตนไม่ใช่คนเนรคุณ แต่เป็นคนที่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ประเทศ และงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด
อย่างไรก็ตาม ทรายมองว่าการถอนฟ้องเป็นเพียงการยุติการสร้างความเสียหายเพิ่มเติม แต่ไม่สามารถเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดกว่า 2 เดือนที่ผ่านมาได้ โดยระบุว่า แม้คดีจะสิ้นสุดลง แต่ชีวิตของตนยังไม่ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ทั้งยังไม่มีบ้านและยังขาดความมั่นคงในชีวิต แม้จะสามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงดูตนเองได้ก็ตาม
สำหรับประเด็นมรดกของคุณตา ทรายระบุว่ายังไม่มีความคืบหน้า พร้อมย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือการดำเนินคดีกรณีกล่าวหาว่า พาย สุนิษฐ์ พี่ชาย ล่วงละเมิดทางเพศตน โดยยืนยันว่าหากคนในครอบครัวรักตนจริง ก็ควรออกมาเป็นพยานในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้ที่รับรู้เรื่องนี้ก่อนบุคคลอื่น
เมื่อถูกถามถึงการที่ครอบครัวจัดตั้ง สภาครอบครัว ขึ้นมา ทรายระบุว่ายังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่าความตั้งใจของตนคือการแยกออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง พร้อมตั้งคำถามว่าตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา เหตุใดคนในครอบครัวจึงไม่เคยเปิดโอกาสรับฟังข้อมูลหรือพิจารณาหลักฐานจากฝั่งของตน ทั้งที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนยังพร้อมรับฟังและเข้าใจข้อเท็จจริง
ทรายกล่าวทิ้งท้ายทั้งน้ำตาว่า ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสงคราม ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมความไม่แน่นอนและต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองทุกวัน โดยหลังจากนี้ หากทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ตนตั้งใจจะกลับไปดูแลบ้านและสุนัขที่อำเภอหัวหิน พร้อมใช้เวลาเยียวยาสภาพจิตใจ และเดินหน้าทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจของตนเอง