จากกรณีเต็นท์รถลุงเจ้ย จ.ภูเก็ต กำลังถูกจับตาอย่างหนัก หลังมีผู้เสียหายจำนวนมากออกมาร้องเรียนว่าเข้าร่วมประมูลรถยนต์และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว แต่กลับไม่ได้รับรถหรือเล่มทะเบียนตามที่ตกลงกันไว้ โดยเบื้องต้นมีการประเมินมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท
ล่าสุด วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ในรายการโหนกระแส ได้เชิญกลุ่มผู้เสียหาย พร้อมด้วย คุณกุ๊ก อดีตผู้จัดการเต็นท์รถลุงเจ้ย มาเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยมี ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ร่วมให้ความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายและแนวทางช่วยเหลือผู้เสียหาย

ช่วงหนึ่งของรายการ คุณกุ๊ก เปิดเผยว่า เธอทำงานร่วมกับลุงเจ้ยมานานกว่า 6 ปี แม้จะเคยลาออกไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงช่วยดูแลงานเบื้องหลังมาโดยตลอด ก่อนจะกลับเข้ามาบริหารงานอีกครั้งในช่วงที่เต็นท์รถสาขาภูเก็ตกำลังได้รับความนิยม
เธอเล่าว่า หลังจากลุงเจ้ยเสียชีวิต ได้เกิดความขัดแย้งกับคนภายในเต็นท์รถ เนื่องจากเธอตัดสินใจนำรถบางส่วนส่งคืนให้นายทุน ซึ่งเป็นเจ้าของรถตัวจริง ทำให้หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เพราะมองว่ารถเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของเต็นท์รถ แต่เธอยืนยันว่าการคืนรถให้เจ้าของที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
อดีตผู้จัดการเต็นท์รถยังเปิดเผยอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกับลุงเจ้ย ไม่เคยมีการขายรถผ่านระบบประมูลมาก่อน โดยการประมูลผ่านเพจเพิ่งเริ่มดำเนินการเพียง 3-4 เดือนก่อนที่ลุงเจ้ยจะเสียชีวิต ซึ่งเธอเองก็ไม่ทราบว่าลุงเจ้ยนำแนวคิดดังกล่าวมาจากที่ใด

นอกจากนี้ เธอยังยอมรับว่ารู้จัก “ปรารถนา” ซึ่งเป็นนอมินีของบริษัท รวมถึงทราบว่าใครคือนายทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และรู้ที่อยู่ของรถบางคันที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้
คุณกุ๊กยังเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า ลุงเจ้ยไม่ได้เริ่มจากการเปิดเต็นท์รถ แต่เริ่มจากการเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อรถจากเจ้าของก่อนนำไปขายต่อให้เต็นท์รถรายอื่น จนสามารถสะสมเงินทุนและขยายกิจการ เปิดเต็นท์รถแห่งแรกที่จังหวัดกระบี่ ก่อนขยายมายังสาขาภูเก็ต พร้อมสร้างชื่อเสียงผ่านการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก
ในส่วนของเงินทุน เธอระบุว่า ลุงเจ้ยมีนายทุนสนับสนุนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของเต็นท์รถหรือผู้ที่มีเงินทุนสำหรับลงทุนซื้อรถมาวางขาย ซึ่งลุงเจ้ยจะเป็นผู้ชักชวนให้นายทุนเข้าร่วมลงทุน โดยให้เหตุผลว่าตลาดรถยนต์ในจังหวัดภูเก็ตกำลังเติบโตและสามารถจำหน่ายรถได้ดี
สำหรับข้อตกลงในการลงทุน นายทุนจะเป็นผู้เก็บเล่มทะเบียนรถไว้เป็นหลักประกัน ส่วนตัวรถจะถูกนำมาจอดขายที่เต็นท์ของลุงเจ้ย เมื่อขายรถได้แล้วจึงนำกำไรมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่ตกลงไว้

ทั้งนี้ มีนายทุนในลักษณะดังกล่าวประมาณ 4-5 ราย โดยใช้วิธีโอนลอย คือยังไม่ระบุชื่อผู้ครอบครองในเล่มทะเบียน จนกว่าจะมีลูกค้าซื้อรถต่อไป ขณะที่ตัวรถจะจอดอยู่ภายในเต็นท์ แต่เล่มทะเบียนและเอกสารสำคัญทั้งหมดจะอยู่กับนายทุน
ด้าน หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบการดำเนินการดังกล่าวเป็นการแยกตัวรถออกจากเล่มทะเบียนอย่างชัดเจน หากมีการขายรถได้ แต่ไม่นำเงินไปชำระให้นายทุน นายทุนก็อาจไม่ส่งมอบเล่มทะเบียน ส่งผลให้ลูกค้าแม้จะได้รับรถแล้ว แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง
ขณะที่ทนายตุ๋ยยังระบุเพิ่มเติมว่า หากรถบางคันยังอยู่ระหว่างสัญญาเช่าซื้อหรือมีภาระผูกพันกับไฟแนนซ์ ปัญหาจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะอาจเกิดกรณีที่ไฟแนนซ์กำลังติดตามทรัพย์สิน แต่รถกลับถูกนำมาประกาศขายต่อ จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายที่มีผู้เสียหายหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง