ทนายตั้ม ฟาดกลับ! แจ้งความ 2 พยานคดีเจ๊อ้อย 71 ล้านบาท ข้อหาฉ้อโกงเงิน 15 ล้าน ลั่น เตรียมทนายรอไว้เลย
ทนายตั้ม ฟาดกลับ! แจ้งความ 2 พยานคดีเจ๊อ้อย 71 ล้านบาท ข้อหาฉ้อโกงเงิน 15 ล้าน ลั่น เตรียมทนายรอไว้เลย
ข่าวสังคม - โซเชียล

ทนายตั้ม ฟาดกลับ! แจ้งความ 2 พยานคดีเจ๊อ้อย 71 ล้านบาท ข้อหาฉ้อโกงเงิน 15 ล้าน ลั่น เตรียมทนายรอไว้เลย

ฟังข่าวนี้

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง นายษิทรา หรือ ทนายตั้ม ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงกับ นายปีเตอร์ และ นางสาวมี่ ซึ่งเป็นพยานในคดีเงิน 71 ล้านบาทของ นางสาวจตุพร หรือ เจ๊อ้อย โดยทนายตั้มกล่าวหาว่าทั้งสองคนมีพฤติกรรมหลอกลวงตนเองในเรื่องการโอนเหรียญดิจิทัล

ทนายตั้มเปิดเผยว่า เมื่อปี 2566 นายปีเตอร์และนางสาวมี่ได้อ้างว่าสามารถนำเหรียญดิจิทัลขึ้นแพลตฟอร์มสาธารณะได้ จึงได้นำเงินจากตนเองไป 15 ล้านบาท โดยให้คำมั่นว่าจะนำเหรียญเข้ากระดานซื้อขายได้ภายใน 2 ปี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ความจริงปรากฏขึ้นเมื่อน้องสาวของทนายตั้มนำหลักฐานเป็นแชทสนทนาระหว่างนายปีเตอร์และนางสาวมี่มาให้ดู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนไม่มีเจตนาจะทำเหรียญดิจิทัลจริงมาตั้งแต่ต้น และมีการพูดคุยกันในแชทตั้งแต่ปี 2566 แล้วว่าอาจถูกฟ้องข้อหาฉ้อโกงได้ นอกจากนี้ยังมีความพยายามชวนภรรยาของทนายตั้มให้เข้าไปมีชื่อจดทะเบียนในบริษัท แต่ทนายตั้มปฏิเสธ โดยขอเพียงเหรียญตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ประมาณ 25-27% วันนี้จึงนำหลักฐานแชทดังกล่าวมามอบให้ตำรวจเพื่อพิสูจน์วันและเวลาที่ตนเองเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอก

สำหรับประเด็นที่ฝั่งบ้านพระอาทิตย์ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อวานนี้เกี่ยวกับคดีความ 3 คดี ได้แก่ คดีเงิน 71 ล้านบาท, คดีแอปพลิเคชัน และคดีเงิน 39 ล้านบาทของนายนุและนางสาวสา ซึ่งมีการอ้างว่ามีหลักฐานเด็ดนั้น ทนายตั้มได้ตั้งคำถามกลับถึงความน่าเชื่อถือของหลักฐานดังกล่าว พร้อมโต้แย้งเรื่องเงิน 20 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่มีคำว่า 20 ล้านบาทในแชทที่ถูกกล่าวอ้าง

ส่วนเรื่องเงิน 1 ล้านบาท และ 2.79 ล้านบาท ทนายตั้มได้จำแนกเงิน 2 ส่วนนี้ โดยระบุว่าพยานทั้งสองคนได้รับเงินส่วนนี้จากเจ๊อ้อย ซึ่งมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางหลอกลวงซ้ำซ้อน สำหรับเงิน 1 ล้านบาท ทนายตั้มระบุว่าทั้งสองคนไปเบิกความในศาลว่าขอเงินจำนวนนี้จากเจ๊อ้อยเพื่อนำมาเคลียร์หนี้ในคดีเหรียญดิจิทัล 1.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าตนเองจะฟ้องร้องพวกเขา แต่ในความเป็นจริง ทนายตั้มยืนยันว่าในขณะนั้นตนเองอยู่ในเรือนจำและไม่เคยได้รับเงินจำนวนนี้เลย นั่นหมายความว่าทั้งสองคนหลอกลวงเงินเจ๊อ้อยอีกทอดหนึ่ง

ขณะที่เงิน 2.79 ล้านบาท ฝั่งคู่กรณีอ้างว่าเป็นค่าเสาเข็ม แต่ทนายตั้มเล่าว่าตอนแรกคู่กรณีจะให้ตนเองฟ้องเจ๊อ้อยเรื่องทำเสาเข็มเสียหาย แต่ตนเองมองว่าเพิ่งกลับจากต่างประเทศได้ไม่เกิน 5 วัน จะไปสั่งเสาเข็มจนเสียหายได้อย่างไร เมื่อขอขอดูบิลใบเสร็จ คู่กรณีกลับบอกว่าไม่มีใบเสร็จ

เมื่อถามถึงกรณีที่ทนายความฝั่งคู่กรณีขู่ว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอถอนประกันตัวทนายตั้ม โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมข่มขู่พยาน ทนายตั้มตอบกลับว่าให้รับผิดชอบคำพูดตัวเองด้วย เนื่องจากทนายความรู้ดีว่าคดีนี้เสร็จสิ้นการพิจารณาแล้วและพิจารณาว่าหลักฐานซ้ำ ไม่มีการสืบพยานใหม่ พร้อมระบุว่าได้ให้ทีมงานบันทึกวิดีโอคำให้สัมภาษณ์ที่กล่าวหาว่าตนเองข่มขู่พยานไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมดำเนินคดีกลับ โดยอ้างตามหลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาว่า การใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไม่ถือเป็นการข่มขู่ และตั้งคำถามกลับไปยังสื่อบางสำนักว่าทำไมต้องรีบปิดปากและต้องรีบไปถอนประกันตนเอง กลัวว่าจะพูดเรื่องฮั้วประมูลมากกว่านี้หรือไม่ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขศาลเพราะไม่ได้หลบหนีออกนอกประเทศ

พร้อมกันนี้ ทนายตั้ม ยังได้เปิดใจถึงกรณีที่โพสต์ข้อความซึ้งถึงเจ๊อ้อยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าโพสต์ดังกล่าวเขียนขึ้นจากความรู้สึกจริง และไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในทางคดี และไม่ได้โกรธแค้นเจ๊อ้อย เพราะเจ๊อ้อยเคยมีบุญคุณกับตนเองและครอบครัว แต่ยอมรับว่าพยาน 2 คนนี้คือเป้าหมายหลัก เมื่อถามว่าใครคือคนเริ่มต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทนายตั้มกับเจ๊อ้อยบานปลายจนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้ ทนายตั้ม ระบุว่าอย่างที่รู้กันอยู่ ซึ่งตนเองเคยบอกไปแล้วว่าต้องถามพี่น้อย เลขาเจ๊อ้อย แต่วันนี้พี่น้อยและเจ๊อ้อยเดินกันคนละเส้นทางกันแล้ว จึงไม่อยากไปยุ่งตรงนี้ และเมื่อก่อนทั้งสองคนเคยทะเลาะกันตนเองก็เคยเป็นกาวใจให้ครั้งหนึ่งแล้ว และคำแถลงปิดคดีของตนเองก็ระบุชัดเจนว่าเพราะพี่น้อย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ