วันที่ 21 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความระบุถึงกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 มีคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยมีคำสั่งลงโทษอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายเอ(นามสมมติ) เป็นจำคุก 27 ปี
โดยคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินด้านพืชในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในช่วงปี 2553-2555
ในคดีเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาลงโทษภรรยาของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสั่งจำคุก 6 ปี ขณะที่นักธุรกิจซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อครั้งนี้ ถูกพิพากษาจำคุก 12 ปี
สำหรับที่มาของคดี เกิดจากโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืชในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีการใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการในการดำเนินการจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในหลายพื้นที่
จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบข้อสงสัยว่ามีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติด้านพืชหลายครั้ง ทั้งที่บางพื้นที่ไม่ได้มีสถานการณ์การระบาดรุนแรงผิดปกติจากสภาพอากาศตามฤดูกาล ส่งผลให้มีการอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าว
ข้อมูลจากสำนวนคดีระบุว่า มีการจัดสรรเงินทดรองราชการรวมกว่า 1,229 ล้านบาท และมีข้อกล่าวหาว่าสารเคมีบางรายการถูกจัดซื้อในราคาสูงกว่าราคาตลาดประมาณ 5.7-10 เท่า
นอกจากนี้ การไต่สวนของหน่วยงานตรวจสอบยังพบว่า คดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหารวม 179 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริหารระดับจังหวัด และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ก่อนหน้านี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี มูลค่ากว่า 384 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
คดีนี้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในคดีทุจริตด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีวงเงินสูง และต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบยาวนานมากกว่าหนึ่งทศวรรษ สะท้อนให้เห็นว่าการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนยังอยู่ภายใต้การกำกับตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้กระทำผิดสามารถถูกดำเนินคดีได้แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ คดียังอยู่ในกระบวนการที่คู่ความยังมีสิทธิดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป