วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.บก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ร.ต.ท. ภาณุพงษ์ ทองนพ,ร.ต.ท.ศิริศักดิ์ สิงห์ศาลา, ร.ต.ต.ธงชัย ดีพรม, ร.ต.ต.สันติ สำเนียง, ร.ต.ต.ชรินทร์ ภูภัทรจินดา รอง สว.(ป.) ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.,ด.ต.สมชาย ราตรี,ด.ต.สิรวิชญ์ หวังกุ่ม,ด.ต.รังสรรค์ แปรงกลาง,ด.ต.ฐานันดร จันทร์คงเดชา,ด.ต.พีรวัส ทรัพย์วาคิน, ด.ต.สมยศ กั้วะห้วยขวาง,ด.ต.จีรศักดิ์ ศรีสุก,จ.ส.ต.รัฐนันท์ ปิ่นจ้อย,ส.ต.อ.นันทวัฒน์ สมบูรณ์บดีบุตร,ส.ต.อ.พงศกร จงสกุล, ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม (ภ.จว.นครปฐม), ชุดปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.นครปฐม (จามร 501) ,กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม, สภ.เมืองนครปฐม, สภ.สามควายเผือก และ สภ.นครชัยศรี

ร่วมกันจับกุม นายเอ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ได้บริเวณสวนมะพร้าวริมถนนเพชรเกษม ทางเข้าวัดศีรษะทอง ต.ศีรษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม พร้อมตรวจยึดรถยนต์กระบะอีซูซุ 4 ประตู สีบรอนซ์เทา ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี
สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหา พบว่ามีหมายติดตามตัวจากหลายพื้นที่ ประกอบด้วย คดีลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ในพื้นที่ สภ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว, คดีลักทรัพย์ปั๊มน้ำและรถยนต์กระบะในพื้นที่ สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี, คดีทุบทำลายตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี และคดีลักทรัพย์รถยนต์กระบะในพื้นที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ

คดีดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 โดยนายเอก่อเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีดำ ทะเบียนสระแก้ว ในพื้นที่ สภ.เมืองสระแก้ว ก่อนขับหลบหนีออกจากพื้นที่ จากนั้นได้ก่อเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีดำ ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และนำรถไปซุกซ่อนไว้บริเวณป่าข้างทาง
ต่อมา นายเอได้ก่อเหตุลักทรัพย์ปั๊มน้ำ ก่อนนำไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองโพ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และฉวยโอกาสลักรถยนต์กระบะโตโยต้า ตอนเดียว สีเทา ทะเบียนฉะเชิงเทรา ซึ่งจอดอยู่หน้าร้านดังกล่าว โดยนำรถจักรยานยนต์ที่ขโมยมาก่อนหน้านี้ยกขึ้นท้ายกระบะแล้วขับหลบหนีออกจากพื้นที่
ต่อมาในคืนวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 21.10 น. นายเอได้ใช้ของแข็งทุบทำลายตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านอำเภอ ในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี จนได้รับความเสียหาย แม้จะไม่สามารถนำเงินหรือทรัพย์สินภายในตู้ไปได้ก็ตาม

หลังจากนั้น นายเอได้ขับรถกระบะคันดังกล่าวหลบหนี ก่อนนำไปจอดทิ้งบริเวณทางลงมอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แล้วเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ที่ขโมยมาเป็นพาหนะหลบหนี
ต่อมาผู้ต้องหาได้ก่อเหตุชิงทรัพย์รถยนต์กระบะอีซูซุ 4 ประตู สีเทาน้ำเงิน ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ในสภาพประสบอุบัติเหตุ ก่อนขับรถหลบหนีมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยมีรายงานพบรถคันดังกล่าวครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 17 มิถุนายน บริเวณถนนศรีอยุธยา มุ่งหน้าแยกพญาไท
กระทั่งเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสานข้อมูลมายัง พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ก่อนสั่งการให้ พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง วางแผนสกัดจับ โดยมอบหมายให้ตำรวจทางหลวงนครปฐม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ชุดปฏิบัติการพิเศษ จามร 501 กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครปฐม และเจ้าหน้าที่จาก สภ.เมืองนครปฐม สภ.สามควายเผือก และ สภ.นครชัยศรี ติดตามเส้นทางหลบหนีอย่างใกล้ชิด

ภายหลังสืบทราบว่านายเอขับรถกระบะคันดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังสกัดจับ กระทั่งพบรถต้องสงสัยบนถนนเพชรเกษม ช่วงหน้าวัดศีรษะทอง อ.นครชัยศรี และส่งสัญญาณให้หยุดรถ แต่ผู้ต้องหาพยายามฝ่าวงล้อมด้วยการขับรถขึ้นเกาะกลางถนน อย่างไรก็ตาม รถเกิดติดค้างอยู่บนเกาะกลางจนไม่สามารถขับต่อไปได้
นายเอจึงเปิดประตูรถวิ่งหลบหนีเข้าไปในสวนมะพร้าวริมถนนเพชรเกษม เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังปิดล้อมพื้นที่และติดตามค้นหา ก่อนสามารถจับกุมตัวไว้ได้ในที่สุด พร้อมควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีชิงทรัพย์ และอยู่ระหว่างตรวจสอบสารเสพติดในร่างกาย เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์และอาการคล้ายผู้เสพยาเสพติด นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างขยายผลเพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงกับคดีอื่น ๆ ที่อาจก่อเหตุไว้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป