กองบัญชาการสอบสวนกลาง - มหากาพย์รุกป่าสงวนแห่งชาติกว่า 10 ปี ถึงคราวปิดฉากอย่างเด็ดขาด ล่าสุด พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เตรียมเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ นำกำลังตำรวจ บก.ปทส., บก.ปปป., บก.ป. และ ตม.ผนึกกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และกรมบังคับคดี เพื่อเข้าบังคับคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของ "วัดดังในจังหวัดเลย” หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเด็ดขาดให้รื้อถอน

รายงานระบุว่า แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่รุกล้ำ แต่ปัจจุบันยังพบว่ามีกลุ่มพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ ทั้งชาวจีนเกาหลีและเวียดนาม รวมๆ ประมาณ 300 รูป ยังคงปักหลักอาศัยอยู่และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ทางกรมป่าไม้จึงได้ร้องขอมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด หากบุคคลใดยังฝ่าฝืนไม่ออกจากพื้นที่ จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
ด้าน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) และ กอ.รมน. จังหวัดเลย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบผลสแกนพื้นที่ล่าสุดเทียบกับมาตราส่วน 1:4,000 พบข้อเท็จจริงดังนี้

-พื้นที่ถูกต้อง วัดมีเอกสารสิทธิ์ประเภท น.ส.3 ที่ถูกต้องเพียง 45 ไร่ เท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เจ้าหน้าที่จะไม่แตะต้อง
-พื้นที่บุกรุก มีการก่อสร้างกุฏิ ศาลาลานธรรม สระน้ำ และที่พักผู้ปฏิบัติธรรม รุกล้ำขยายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่า พ.ศ. 2484 รวมเนื้อที่สูงถึง 755 ไร่ "ความศรัทธาต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง และไม่ควรอ้างศาสนามาอยู่เหนือกฎหมาย" นายชัยวัฒน์ ยืนยันย้ำชัด
นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติอย่างรุนแรงของกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ โดยระบุว่า ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินเด็ดขาดในคดีนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ทว่าในปี 2561 กลับมีการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่รวม 217 ไร่ ทับซ้อนลงในพื้นที่พิพาทดังกล่าว

แม้ในเวลาต่อมา ส.ป.ก. จังหวัดเลย จะมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้ง 7 แปลงนั้นเนื่องจากเป็นการออกโดยมิชอบ แต่นายชัยวัฒน์ได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการในอดีตว่า การออกเอกสารสิทธิ์ทับคำสั่งศาลฎีกาเกิดขึ้นได้อย่างไร และการที่ผู้ได้รับสิทธิ ส.ป.ก. นำที่ดินไปมอบให้วัด ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะหากไม่ใช้สิทธิทำกิน จะต้องคืนพื้นที่ให้รัฐเพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรรายอื่น
ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับชุมชนรอบข้าง คือสภาพภายในวัดแห่งนี้ที่ไม่มีอุโบสถ และไม่มีการออกบิณฑบาตตามกิจของสงฆ์ทั่วไป แต่กลับพบว่ามีชาวต่างชาติกว่า 22 สัญชาติ จำนวนนับ 1,000 คน เข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ภายในวัด โดยในจำนวนนี้มีพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ (จีนเกาหลีและเวียดนาม) รวมอยู่ด้วยประมาณ 300 รูป นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ และที่มาของแหล่งเงินทุนหมุนเวียนมหาศาลภายในวัดแห่งนี้ รวมถึงตั้งคำถามไปถึงฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนในอดีตว่า ปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร

ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ของวัดดังได้ออกมาเคลื่อนไหวโต้แย้งก่อนหน้านี้ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง
นายชัยวัฒน์ เผยทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไปตนจะทยอยนำเสนอข้อมูลเจาะลึกในแต่ละประเด็นเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย
1.ที่มาของการก่อตั้งวัด
2.การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
3.การอ้างอิงแนวเขตของข้างเคียง
4.ความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 (ปี 2561) ทับคำพิพากษาศาลฎีกา (ปี 2560)
5.หลักปฏิบัติ กิจของสงฆ์ และที่มาของเงินหมุนเวียนมหาศาลภายในวัด
6.รายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม
7.การชี้แจงตอบโต้ข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่วัดที่ระบุว่าป่าไม้สร้างหลักฐานเท็จ
ความคืบหน้าของปฏิบัติการยึดคืนผืนป่า 755 ไร่ และการเข้าจัดการกลุ่มชาวต่างชาติที่ขัดคำสั่งศาลในครั้งนี้ ทางสำนักข่าวจะรายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป
ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้ว่าฯ เลย ได้สั่งจัดระเบียบขั้นเด็ดขาด ทวงคืนป่าสงวน จากวัดดังแห่งนี้มาแล้ว
นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับคดีทวงคืนป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต และป่า 2484) เนื้อที่รวมกว่า 700กว่าไร่ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยมีมาตรการเด็ดขาด 2 เรื่องหลัก ดังนี้
ตรวจสอบสาวกต่างชาติ: สั่งการให้ ตม. และตำรวจ ตรวจสอบประวัติและสถานะการพำนักของสาวกและแรงงานต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี จีน และเวียดนาม) ประมาณ 100 กว่าราย รวมถึงสาวกชาวไทยที่เข้ามาปลูกบ้านพักในพื้นที่วัดอย่างเข้มงวดขับไล่บริวารและเพิกถอน ส.ป.ก. มิชอบ สั่งสำนักงานบังคับคดีเร่งเคลื่อนย้ายกลุ่มสาวกและบริวารที่ไม่มีสิทธิ์ออกนอกพื้นที่ป่าโดยด่วน พร้อมยืนยันว่าจังหวัดได้สั่งเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 7 แปลง (เนื้อที่ 217 ไร่) ที่แอบออกโดยมิชอบหลังศาลมีคำตัดสินแล้ว ซึ่งปัจจุบันกำลังรอขั้นตอนทางกฎหมาย
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ เลย จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ของจังหวัดเพื่อวางแนวทางจัดการขั้นเด็ดขาดให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป