วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบผลิต นำเข้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ด้วยการฉีดเข้าสู่ร่างกาย ตรวจค้นรวม 3 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยึดของกลางทั้งเครื่องสำอาง ยาไม่มีทะเบียน และเครื่องมือแพทย์ รวมกว่า 35,645 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 22 ล้านบาท
การปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมผู้บริหาร บช.ก. และเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อย. หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและข้อมูลจาก อย. ให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อ Neowhite ซึ่งถูกโฆษณาและนำไปใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกายตามคลินิกเสริมความงาม ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับอนุญาตในฐานะ เครื่องสำอาง เท่านั้น

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่ามีการลักลอบนำผลิตภัณฑ์หลายชนิดไปผสมกับน้ำเกลือ ก่อนใช้ฉีดให้ผู้เข้ารับบริการเพื่ออ้างสรรพคุณบำรุงผิวและเร่งความขาว โดยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับ อย. และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เข้าตรวจค้นคลินิกเวชกรรมแห่งหนึ่งย่านถนนกัลปพฤกษ์ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร
ภายในคลินิกพบการนำผลิตภัณฑ์ Neowhite Booster Whitening Serum และ Neococktail Brightening Serum ซึ่งเป็นเครื่องสำอาง มาผสมและฉีดเข้าสู่ร่างกายผู้ใช้บริการ เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว รวมถึงวิตามินฉีดที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา รวมกว่า 100 ขวด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังขยายผลเข้าตรวจค้นสถานที่เก็บสินค้าในซอยนวมินทร์ 111 เขตบึงกุ่ม ซึ่งใช้เป็นสถานที่ผลิตและบรรจุผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง พบกล่องบรรจุภัณฑ์หลายยี่ห้อ รวมทั้งของเหลวบรรจุขวดไวอัลจำนวนมาก เตรียมส่งจำหน่าย
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน ซึ่งเป็นสถานที่นำเข้าและกระจายสินค้า พบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายยี่ห้อ อาทิ Neowhite, Neoderm, Neoclear, Glossy Glow, PANDORA และ N Plus UP รวมกว่า 20,000 ชิ้น พร้อมยาไม่มีทะเบียน ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงฉลากและแผ่นพับโฆษณาจำนวนมาก

สรุปผลการตรวจค้นทั้ง 3 จุด เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้กว่า 20,596 ชิ้น ยาไม่มีทะเบียน 217 ชิ้น เครื่องมือแพทย์ประเภทฟิลเลอร์ 240 ชิ้น และฉลากโฆษณาอีกกว่า 14,592 ชิ้น รวมทั้งหมด 35,645 ชิ้น มูลค่ากว่า 22 ล้านบาท ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากแนวทางสืบสวนพบว่า ผู้ประกอบการใช้วิธีว่าจ้างโรงงานในประเทศไทยผลิตสารประเภทกลูต้าไธโอน แต่จดแจ้งเป็น เครื่องสำอาง แทนการขึ้นทะเบียนยา เนื่องจากขั้นตอนขออนุญาตทำได้ง่ายกว่า ก่อนนำไปโฆษณาให้คลินิกเสริมความงามใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกาย โดยกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศหรือวิตามินผิว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหลายกระทง ทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ฐานนำเข้าเครื่องสำอางผิดกฎหมาย แสดงฉลากไม่ถูกต้อง และนำเข้าโดยไม่ผ่านด่าน อย. รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ และพระราชบัญญัติยา กรณีจำหน่ายฟิลเลอร์และยาที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ด้วยการจดแจ้งผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องสำอาง แต่กลับนำไปใช้ในลักษณะเดียวกับยา โดยเฉพาะการฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยังไม่ผ่านการประเมินด้านความปลอดภัยสำหรับการใช้งานในลักษณะดังกล่าว พร้อมย้ำว่า แม้เครื่องสำอางจะมีเลขจดแจ้งจาก อย. ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำไปฉีดเข้าสู่ร่างกายได้

ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพราะเครื่องสำอางถูกออกแบบมาเพื่อใช้ภายนอก ไม่ใช่ฉีดเข้าสู่ร่างกาย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออาการแพ้รุนแรงได้ พร้อมยืนยันว่าตำรวจสอบสวนกลางจะเดินหน้าปราบปรามขบวนการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดถึงที่สุด
ทั้งนี้ อย. ฝากเตือนประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพก่อนใช้ ผ่านเว็บไซต์ของ อย. แอปพลิเคชัน หมอพร้อม หรือ Line @FDAThai หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือสายด่วน ปคบ. 1135 ตลอด 24 ชั่วโมง