ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนได้จัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรค เพื่อหารือปัญหา กระบวนการทำงาน และกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางพรรคในอนาคต
ในช่วงหนึ่งของการสัมมนา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ได้รับเชิญกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยสะท้อนประสบการณ์จากการพบปะนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ นายพิธาเผยว่า พรรคประชาชนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศต้องการเห็น
อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลยอมรับว่า สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้ สส. เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพฯ และการมีประธานสภา กทม. ผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย พร้อมย้ำว่า "ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย" ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ
นายพิธากล่าวต่อไปว่า สส. และสมาชิกพรรคประชาชนควรติดตามประเด็นสำคัญจากเวทีต่างประเทศ ที่โลกกำลังเผชิญ "Pincer Crisis" หรือวิกฤตแรงกดดันสองด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิต และการเสื่อมถอยของการเมืองภายในประเทศที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของพรรคฝ่ายค้านในการนำเสนอ "Alternative Thailand" หรือประเทศไทยในฐานะทางเลือกใหม่
หากประเมินช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีเหตุการณ์สำคัญระดับโลกต่อเนื่อง ทั้งการประชุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน การประชุมสหประชาชาติ การพบกันของ สี จิ้นผิง กับ โดนัลด์ ทรัมป์ การเลือกตั้งในอิสราเอลและบราซิล การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา และการประชุม G20 ทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนค่าครองชีพ รวมถึงการดำเนินนโยบายของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนโดยตรง สส.พรรคประชาชนจึงต้องเตรียมข้อเสนอเชิงนโยบายล่วงหน้า เพื่อให้พรรคสามารถนำเสนอทางออกได้ก่อนรัฐบาล
นายพิธายังกล่าวในช่วงท้ายของการปาฐกถา โดยระบุว่าความสามัคคีภายในพรรคคือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก ขอให้สมาชิกเชื่อใจกัน ทำงานเป็นทีม และยึดหลัก "Your problem is my problem" หรือ "ปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน" เพื่อร่วมกันผลักดันให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ และเป็นทางเลือกของประเทศในอนาคต โดยหวังว่าพรรคจะเป็นทางเลือกที่โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว และประชาชนจะให้พรรคกลับมาอย่างทวีคูณ ทำให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ และมีโอกาสที่จะชนะเข้าสู่อำนาจเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยที่ทุกคนรักไปด้วยกัน
หลังจากนั้น นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ โดยเนื้อหาหลักเป็นการทบทวนพัฒนาการของการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญ และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในทศวรรษต่อไป
นายวีระยุทธระบุว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละทศวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน โดยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นในฐานะพลังการเมืองที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม และค่อยๆ พัฒนามาเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมและเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมืองและมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต
รองหัวหน้าพรรคประชาชนอธิบายถึง "ระบอบสีน้ำเงิน" ว่าไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ ซึ่งอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดทั้งความกล้าตัดสินใจทางการเมืองและความต่อเนื่องทางเทคนิค ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นายวีระยุทธกล่าวต่อว่า แม้ความไม่พอใจต่อรัฐบาลหรือโครงสร้างอำนาจเดิมไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหันมาเลือกพรรคประชาชนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประชาชนยังมีทางเลือกอื่น ภารกิจสำคัญของพรรคจึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างทางการเมือง และในเวลาเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีโอกาสชนะและสามารถเป็นรัฐบาลได้จริง
พรรคการเมืองที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต้องเป็นทั้งความหวัง เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง และแสดงให้เห็นถึงภาพของประเทศไทยอีกแบบหนึ่ง หรือ "Alternative Thailand" ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ สำหรับภารกิจของพรรคประชาชนในระยะต่อไปในการสร้างอำนาจรัฐและความชอบธรรม ประกอบด้วย การเอาชนะทางความคิด การเอาชนะทางการเมือง และการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง
"สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ" นายวีระยุทธกล่าวทิ้งท้าย