ไม่ธรรมดา! ทำความรู้จัก เจมส์ อนุชา ม้ามืด ผู้ว่าฯ กทม. เป็นใครกันแน่ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ถึงออกโรงเชียร์หนักขนาดนี้
ไม่ธรรมดา! ทำความรู้จัก เจมส์ อนุชา ม้ามืด ผู้ว่าฯ กทม. เป็นใครกันแน่ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ถึงออกโรงเชียร์หนักขนาดนี้
ข่าวการเมือง

ไม่ธรรมดา! ทำความรู้จัก เจมส์ อนุชา ม้ามืด ผู้ว่าฯ กทม. เป็นใครกันแน่ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ถึงออกโรงเชียร์หนักขนาดนี้

ฟังข่าวนี้

เรียกได้ว่ายิ่งใกล้วันเลือกตั้ง บรรยากาศการชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อบรรดาแคนดิเดตจากหลายพรรคการเมืองต่างเร่งลงพื้นที่พบปะประชาชน เปิดวิสัยทัศน์ และชูนโยบายเรียกคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการจับตาของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังชั่งน้ำหนักว่าใครคือบุคคลที่เหมาะสมจะเข้ามาบริหารมหานครแห่งนี้ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเดินทาง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่รอการแก้ไข

ล่าสุดด้าน อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระที่มีแนวคิวทางการเมืองที่โดดเด่นและตรงไปตรงมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เอ็ดดี้ อัษฎางค์ โดยระบุว่า ทำไมคนกรุงเทพฯ ควรเลือก อนุชา บูรพชัยศรี อัษฎางค์ ยมนาค อ่านเกมอำนาจ การเลือกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ไม่ควรมองแค่ว่าใครพูดเก่ง ใครลงพื้นที่เก่ง หรือใครมีภาพลักษณ์เป็นมิตรกับประชาชนมากกว่าเท่านั้น แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า กรุงเทพฯ วันนี้ต้องการ ผู้ว่าฯ แบบไหน

ปัญหาของกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเชิงระบบ น้ำท่วม รถติด ทางเท้า ขยะ ฝุ่น ความปลอดภัย เขตบริการสาธารณสุข โรงเรียน กทม. และระบบร้องเรียนประชาชน กรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคนเดินตรวจงาน แต่กรุงเทพฯ ขาดคนที่เชื่อมระบบเมืองให้ทำงานร่วมกันได้จริง รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ทางเท้า ฟีดเดอร์ ตั๋วร่วม น้ำท่วม ขยะ ฝุ่น PM 2.5 สาธารณสุขชุมชน ผู้สูงอายุ รายได้เมือง และการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาแยกส่วน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ

จุดแข็งของอนุชา บูรพชัยศรี จึงไม่ใช่แค่การเป็นอดีต ส.ส.กทม. หรืออดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่คือการมีประสบการณ์ทั้งการเมืองระดับพื้นที่ การทำงานฝ่ายบริหาร และพื้นฐานด้านวิศวกรรม พลังงาน และบริหารธุรกิจ ซึ่งเข้ากับโจทย์ของเมืองใหญ่ที่ต้องการทั้งความเข้าใจเชิงเทคนิคและความสามารถในการประสานงาน นโยบายของเขาไม่ได้ขายฝันแบบกว้าง ๆ แต่ตั้งอยู่บน 5 แกนที่จับต้องได้ คือ เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ใช้ชีวิตสบาย มีรายได้มากขึ้น และตรวจสอบได้หมด

เรื่องเดินทาง เขาพูดถึงการเชื่อมรถเมล์ รถไฟฟ้า ฟีดเดอร์ รถ Shuttle Bus EV เรือ EV และระบบตั๋วร่วม เรื่องขยะ เขาพูดถึงระบบปิด เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน และลดปัญหากลิ่น น้ำเสีย และการฝังกลบ เรื่องชีวิตคนเมือง เขาพูดถึงคลินิกชุมชน Telemedicine พื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space และ AI Hub เรื่องรายได้เมือง เขาพูดถึงการเพิ่มรายได้ กทม. การลดขั้นตอนอนุญาตทางธุรกิจ และการยกระดับเมืองสู่ Smart City เรื่องความโปร่งใส เขาพูดถึงการนำแพลตฟอร์มตรวจสอบการใช้งบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างมาใช้กับ กทม. นี่คือจุดที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะปัญหา กทม.จำนวนมากไม่ใช่ปัญหาที่ผู้ว่าฯ คนเดียวสั่งแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการประสานงานกับรัฐบาล หน่วยงานกลาง เอกชน สภา กทม. และสำนักงานเขต

ประชาธิปัตย์จึงไม่ได้ส่งมาแค่ตัวผู้ว่าฯ แต่ส่งทีม ส.ก.ครบ 50 เขต ซึ่งหมายความว่า หากประชาชนเลือกทั้งผู้ว่าฯ และทีม ส.ก.ที่ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โอกาสผลักดันนโยบายในสภา กทม.และในระดับเขตย่อมมีมากขึ้น

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม คือ ประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์บริหารกรุงเทพฯ มาแล้วหลายยุค และเคยผลักดันงานเมืองขนาดใหญ่ เช่น การต่อขยายรถไฟฟ้าไปฝั่งธนบุรี หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และโครงสร้างพื้นฐานด้านระบายน้ำ ซึ่งสะท้อนว่าพรรคนี้มีความทรงจำเชิงสถาบันในการบริหารเมืองหลวง ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์

แน่นอน อนุชา ไม่ใช่คนใหม่ในทางการเมือง และเขาก็มีคำถามที่ต้องตอบเรื่องเส้นทางพรรคการเมืองในอดีต แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือ เขากลับมาลงในนามประชาธิปัตย์อย่างเปิดเผย มีทีม ส.ก.ครบ มีนโยบายเชิงระบบ และมีประสบการณ์ที่เชื่อมได้ทั้งภาคการเมือง ภาคบริหาร และภาคเอกชน กรุงเทพฯ ไม่ควรหยุดอยู่ที่การ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ควรเดินไปสู่การ ออกแบบระบบเมืองใหม่

ถ้าคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้ว่าฯ ที่ไม่ได้มีแค่ภาพลักษณ์ แต่มีทีม มีพรรค มีประสบการณ์ และมีแผนเชื่อมเมืองทั้งระบบ อนุชา บูรพชัยศรี คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง อัษฎางค์ ยมนาค ระบุทิ้งท้ายในโพสต์ดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ