เวลา 11.00 น. วันที่ 21 มิ.ย.69 ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้าพบ พงส.บก.ปอท. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการนำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนในรายการวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งสร้างความเสียหายและทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด

ผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิดและสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อ้างนำเสนอข้อมูลไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงกรณีที่ตัวเองเข้าร่วมการประชุมรับฟังนโยบาย โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี
นายสนธิญา อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำหลักฐานคลิปรายการคุยให้คิด ซึ่งออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 โพสต์ข้อความของนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร หรือ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่มีการเปิดข้อความด้วยการพูดถึงชื่อของตัวเอง ก่อนจะทิ้งท้ายข้อความที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท และ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับตัวเองกรณีเข้าร่วมประชุมรับฟังนโยบาย โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ กมธ.งบฯ มามอบให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. พิจารณาดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

นายสนธิญา เปิดเผยว่า ในวันนี้ตัวเองนำ หลักฐานมามอบให้ตำรวจเพื่อพิจารณาดำเนินคดีกับ ผู้ดำเนินรายการคุยให้คิดทั้ง 3 คน โดยเฉพาะนายวีระ ธีระภัทรานนท์ สื่อมวลชนอาวุโสเพราะมองว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เนื่องจากเจ้าตัวเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ในชุดที่นางสาวรักชนก เป็นประธาน อีกทั้งข้อมูลที่นำเสนอในรายการวันดังกล่าว ที่มีการพูดถึงตัวเองนั้น ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าในวันดังกล่าวตัวเองไม่ได้ถามคำถามกับนางสาวรักชนกว่า จุ้น มีความหมายว่าอะไรแต่ต้องการจะถามว่าสิ่งที่นางสาวรักชนก โพสต์ในโซเชียลมีเดีย ที่มีการพูดถึงชื่อของตัวเองก่อนจะปิดท้ายโพสต์ด้วยข้อความว่า จุ้น และเตะชามข้าวหมา นั้นมีความหมายถึงตัวเองใช่หรือไม่ ส่วนนี้จึงมองว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อนนำเสนอข่าว

ขณะเดียวกันนายสนธิญา ยัง ระบุว่าจะให้ตำรวจ ตรวจสอบการทำงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในประเด็นด้านกระบวนการเผยแพร่ข้อมูล จริยธรรม และบทบาทหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด