เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ชั้น 16 บก.ปปป. อาคารพิทักษ์สันติ บช.ก. กลุ่มชาวบ้านผู้ถือครองที่ดินบริเวณอุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง ได้รวมตัวกันเดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน

การร้องเรียนครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่กรมอุทยานฯ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ถือครองที่ดินหลายรายในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งกลุ่มผู้ร้องเรียนระบุว่าการดำเนินคดีดังกล่าวยังมีข้อเท็จจริงหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบ โดยเฉพาะความชัดเจนของแนวเขตอุทยานฯ ประวัติการครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่ ตลอดจนที่มาของเอกสารสิทธิ์ประเภท ส.ค.1 และ น.ส.3 ก. ซึ่งชาวบ้านบางรายยืนยันว่าได้มาโดยผ่านกระบวนการของหน่วยงานรัฐและกระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง

นายสุรพงศ์ พรหมรักษ์ หนึ่งในผู้ถือครองที่ดินตามเอกสาร น.ส.3 ก. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยร้องเรียนให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตรวจสอบการเปิดพื้นที่ ตัดไม้ และทำลายทรัพยากรธรรมชาติบริเวณเขาปากเตรียม จังหวัดระนอง ตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคม 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งล่าสุดกรมอุทยานฯ กลับเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านและผู้ถือครองที่ดินในบางแปลง
นายสุรพงศ์ระบุว่า ประเด็นที่ต้องแยกออกจากกันมีอย่างน้อย 2 ส่วน คือ การตรวจสอบว่าเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการพิสูจน์แนวเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสนที่แท้จริงอยู่บริเวณใด ซึ่งประกาศจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2526 หากเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่อุทยานฯ ก็ต้องสามารถชี้แจงแนวเขตในพื้นที่จริงได้อย่างชัดเจน รวมถึงมีการปักหลักเขตหรือติดตั้งป้ายแจ้งเตือนไว้หรือไม่ ไม่ใช่มีแนวเขตปรากฏอยู่เพียงในระบบแผนที่เท่านั้น ทั้งนี้ ตามหลักกฎหมาย การประกาศเขตอุทยานฯ จะต้องไม่ทับซ้อนกับพื้นที่ที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบอยู่ก่อนแล้ว

สำหรับการดำเนินคดีในครั้งนี้ กรมอุทยานฯ เริ่มตรวจสอบที่ดิน น.ส.3 ก. จำนวน 3 แปลง โดยนายสุรพงศ์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการดำเนินคดีในระยะแรกจึงเน้นไปยังแปลงที่มีชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินจำนวนมาก ทั้งที่พื้นที่อื่นซึ่งมีการตัดไม้ เปิดหน้าดิน หรือสร้างถนนจนเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างชัดเจน กลับไม่ปรากฏผลการดำเนินคดีที่ชัดเจนในระดับเดียวกัน กลุ่มชาวบ้านจึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการกับทุกฝ่ายโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน และขอให้ตรวจสอบว่า การละเลยไม่เข้าระงับการบุกรุกหรือทำลายป่าในช่วงที่ผ่านมา เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

ด้าน นายธีรวัฒน์ ไทยปรีชา ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ระบุว่า ตนซื้อทรัพย์ในพื้นที่ดังกล่าวจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระนอง เมื่อประมาณปี 2565 โดยทรัพย์ผ่านกระบวนการยึดทรัพย์ คำสั่งศาล และการขายทอดตลาดตามขั้นตอนของกรมบังคับคดี ซึ่งภายหลังประมูลซื้อทรัพย์ได้ ตนได้ดำเนินการโอนสิทธิและยื่นขอรังวัดสอบเขต โดยมีการทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน และในระหว่างการรังวัด เจ้าหน้าที่ตัวแทนของอุทยานฯ ได้เข้าร่วมตรวจสอบและจับพิกัดในพื้นที่ด้วย และในขณะนั้นไม่เคยได้รับแจ้งว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานฯ
นายธีรวัฒน์ยังกล่าวถึงกรณีที่กรมอุทยานฯ ใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐาน ว่าการปรากฏเป็นพื้นที่สีเขียวในภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นป่าธรรมชาติเสมอไป เนื่องจากวิถีการเกษตรในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นการปลูกไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเมื่อมองจากภาพถ่ายทางอากาศก็จะปรากฏเป็นเรือนยอดสีเขียวเช่นเดียวกัน จึงควรตรวจสอบควบคู่กับหลักฐานในพื้นที่จริง เช่น อายุของต้นยาง ต้นปาล์ม ร่องรอยการทำสวน บ้านพักอาศัย พยานบุคคล และประวัติการเสียภาษีหรือการครอบครอง ไม่ควรสรุปจากภาพถ่ายทางอากาศเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ นางสาวปรีดา ราชนิจ ชาวบ้านผู้ครอบครองที่ดินอีกรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนซื้อที่ดินต่อจากผู้ครอบครองเดิม ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งครอบครอง ส.ค.1 ก่อนจะดำเนินการเปลี่ยนเป็นเอกสาร น.ส.3 ก. ตามกระบวนการของสำนักงานที่ดิน ตนอยู่อาศัยและทำสวนในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 30 ปี มีทั้งสวนยางและสวนปาล์ม รวมถึงมีบ้านพักอยู่ในพื้นที่ โดยต้นยางบางส่วนปลูกมาตั้งแต่ประมาณปี 2519 ก่อนการประกาศอุทยานแห่งชาติแหลมสนในปี 2526 จึงเชื่อว่าสามารถตรวจพิสูจน์อายุของต้นไม้และประวัติการทำประโยชน์ในพื้นที่ได้

นางสาวปรีดายังกล่าวว่า ตนซื้อที่ดินเมื่อประมาณปี 2552 และขณะนั้นเคยมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ โดยไม่ได้รับแจ้งว่าที่ดินอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาในปี 2564 มีกลุ่มนายทุนเข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดิน แต่ตนไม่ยินยอมขาย กระทั่งปี 2567 เริ่มมีปัญหาข้อพิพาท โดยกล่าวอ้างว่ามีบุคคลเข้าไปในพื้นที่ ตัดต้นปาล์ม โค่นต้นไม้ และเผชิญกับการข่มขู่ในรูปแบบต่างๆ จนต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่คดียังไม่มีความคืบหน้าตามที่คาดหวัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและสุขภาพของนางสาวปรีดา ซึ่งอยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง

กลุ่มผู้ร้องจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การประกาศและปักแนวเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน การออกและเปลี่ยนแปลงเอกสาร ส.ค.1 เป็น น.ส.3 ก. การรังวัด การขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ตลอดจนการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ของประชาชนแต่ละราย รวมถึงตรวจสอบว่าเหตุใดอุทยานแห่งชาติแหลมสนซึ่งประกาศมาตั้งแต่ปี 2526 จึงเพิ่งเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ครอบครองบางรายในปัจจุบัน ทั้งที่มีการทำสวน มีบ้านพักอาศัย มีการรังวัด และมีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินผ่านหน่วยงานรัฐมาเป็นเวลาหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องการตัดไม้ การบุกรุกของกลุ่มทุน การข่มขู่ และการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ เป็นคำกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งตำรวจ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง ก่อนสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย