เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายแทนคุณ จิตต์อิสระ และทนายปริญญา จิตติเจษฏาภรณ์ จากทีมกฎหมาย BSJ Law Firm ได้นำกลุ่มผู้เสียหายซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศออสเตรเลีย เข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เพื่อแจ้งความดำเนินคดี โดยผู้เสียหายได้นำหลักฐานเอกสารเดินทางปลอมมายื่นประกอบการพิจารณา

นายแทนคุณ เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพว่า พวกเขาจะใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เปิดเพจเฟซบุ๊กโฆษณาชวนเชื่อ อ้างว่ามีโควตาจัดหางานรายได้สูงในประเทศออสเตรเลีย และสามารถพาไปทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและติดต่อสมัครงาน ก่อนจะถูกหว่านล้อมให้โอนเงินค่ามัดจำและค่าดำเนินการหลายครั้ง ซึ่งแต่ละรายมีมูลค่าความเสียหายร่วมแสนบาท

ขบวนการนี้จะนัดหมายผู้เสียหายให้ไปรวมตัวกันที่วัดแห่งหนึ่งในตำบลลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี โดยมีการนัดครั้งละประมาณ 30 คน ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนผู้เสียหายที่ถูกนัดพบเกิน 100 ราย ณ สถานที่ดังกล่าว ผู้เสียหายจะถูกทดสอบให้ทำการแพ็คสินค้าเพื่อดูความถนัด ก่อนจะอ้างว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งไปทำงานที่ออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดนัดหมายเดินทาง กลับไม่มีการเดินทางเกิดขึ้นจริง ซ้ำร้ายเมื่อผู้เสียหายนำเอกสารการทำงานและเอกสารเดินทางที่ได้รับจากเพจไปตรวจสอบ พบว่าเอกสารทั้งหมดเป็นของปลอม โดยทีมกฎหมายและผู้เสียหายตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการดังกล่าวอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจ หรือร่วมสนับสนุนในการจัดทำเอกสารปลอมและทุจริตในครั้งนี้ด้วย

นายแทนคุณ กล่าวเสริมว่า เฉพาะกลุ่มผู้เสียหายที่เกิดเหตุ ณ วัดในจังหวัดปทุมธานี มีมูลค่าความเสียหายรวมแล้วกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงเหยื่อที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกมาก

ทนายปริญญา กล่าวว่า โปรโมชั่นของเพจดังกล่าวชักชวนให้คนสมัครไปทำงานโดยระบุว่า “วีซ่าพร้อมบิน อย่างออส” โดยเสนอการยื่นวีซ่าออสเตรเลีย 2 ครั้ง ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่พักพร้อมอาหาร และโอกาสในการทำงานและท่องเที่ยว ในราคา 45,000 บาท พร้อมแถมล็อตเตอรี่ 2 ใบ ผู้เสียหายรายหนึ่งเล่าว่า ตนเห็นโปรโมชั่นสมัครงานผ่านเฟซบุ๊กตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และได้จ่ายเงินไปแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรก 45,000 บาท ครั้งที่สอง 35,000 บาท และค่าประกันอีก 30,000 บาท แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ไปทำงานตามที่โฆษณาไว้ ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านที่ต้องกู้เงินมาเพื่อจ่ายค่าดำเนินการ และเมื่อไม่สามารถไปทำงานได้ ก็ประสบปัญหาในการหาเงินมาใช้หนี้

ทนายปริญญา ยังเน้นย้ำว่า พฤติกรรมของแก๊งนี้ไม่เพียงแต่ฉ้อโกงเงิน แต่ยังเป็นการทำลายระบบแรงงานไทย และซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงรูปแบบหนึ่ง

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน บก.ปคม. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ พร้อมสอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐานจากทีมทนายความ เพื่อเตรียมขยายผลติดตามตัวขบวนการหลอกลวงรายนี้ รวมถึงสืบสวนเชิงลึกว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรายใดเข้าไปเกี่ยวพันตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป