รวบ กาย พัทยา แก๊งคอลเซ็นเตอร์แสบ อ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-เจ้าหน้าที่กฎหมายทรู หลอกนักศึกษา สูญเงิน 1.48 ล้าน
รวบ กาย พัทยา แก๊งคอลเซ็นเตอร์แสบ อ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-เจ้าหน้าที่กฎหมายทรู หลอกนักศึกษา สูญเงิน 1.48 ล้าน
ข่าวอาชญากรรม

รวบ กาย พัทยา แก๊งคอลเซ็นเตอร์แสบ อ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-เจ้าหน้าที่กฎหมายทรู หลอกนักศึกษา สูญเงิน 1.48 ล้าน

ฟังข่าวนี้

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ.,พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคงดี, พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ปันไชย รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ., พ.ต.ท.เสรี บุญยะรัตน์, พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.4 บก.ปพ.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. ส.ต.อ.ทิวา นาหมื่น ส.ต.อ.จตุรพล กำปั่น ส.ต.อ.ธราธร บุญมี ส.ต.ท.เอกราช แอบมณี ส.ต.ท.นนธวัช ศิริเทพ ส.ต.ท.ณรงค์วิทย์ พิมพ์กำเนิด กก.4 ผบ.หมู่ บก.ปพ.

ร่วมกันจับกุม นายกาย (นามสมมติ) อายุ 23 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด” ตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ จ.746/2568 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2568

โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา ตำบลหันตา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พฤติการณ์ก่อนการจับกุม เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 คนร้ายได้โทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายโดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ และต่อมาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกล่าวหาว่าชื่อของผู้เสียหายถูกนำไปใช้เปิดหมายเลขโทรศัพท์และบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญา รวมถึงอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการบัญชีม้าและการฟอกเงิน คนร้ายได้สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ที่ใช้ชื่อและรูปโปรไฟล์คล้ายหน่วยงานราชการ พร้อมส่งเอกสารคดีปลอมและข้อมูลอันเป็นเท็จมาแสดง อีกทั้งยังใช้วิธีข่มขู่ กดดัน และสร้างความหวาดกลัว โดยอ้างว่าหากไม่ให้ความร่วมมืออาจส่งผลเสียต่อประวัติส่วนตัว การศึกษา การทำงาน และความปลอดภัยของครอบครัว พร้อมกำชับให้ผู้เสียหายเปิดกล้องตลอดเวลา ห้ามวางสาย และห้ามปรึกษาบุคคลอื่น

ต่อมา คนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายเปิดเผยข้อมูลบัญชีธนาคารและยอดเงินคงเหลือ โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้เสียหาย นอกจากนี้ คนร้ายยังขอช่องทางติดต่อของมารดาผู้เสียหาย และติดต่อไปหลอกลวงมารดาว่า ผู้เสียหายได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศแบบเต็มจำนวน แต่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่ามีเงินคงเหลือในบัญชีจำนวน 700,000 บาท เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวีซ่าและการรับทุนการศึกษา ด้วยความเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง มารดาของผู้เสียหายจึงได้โอนเงินจำนวน 700,000 บาท เข้าบัญชีของผู้เสียหายตามที่คนร้ายแนะนำ จากนั้นคนร้ายได้อาศัยความหวาดกลัวและความหลงเชื่อที่เกิดขึ้น หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายกำหนด โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบและยืนยันความบริสุทธิ์ใจของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินรวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง ได้แก่ จำนวน 52,000 บาท, 200,000 บาท, 400,000 บาท, 700,000 บาท และ 130,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,482,000 บาท

ภายหลัง มารดาของผู้เสียหายพบความผิดปกติและสอบถามรายละเอียด จึงเชื่อว่าผู้เสียหายกำลังตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สิน จึงได้ติดต่อแจ้งความผ่านสายด่วน 1441 และประสงค์ดำเนินคดีกับคนร้ายตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

พฤติการณ์มิจฉาชีพ ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้วิธีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัว โดยมักอ้างว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายถูกนำไปใช้กระทำความผิด มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา บัญชีม้า การฟอกเงิน หรือมีหมายจับอยู่ระหว่างดำเนินการ คนร้ายจะใช้วิธีพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ควบคุมการสื่อสาร ไม่ให้ผู้เสียหายปรึกษาบุคคลอื่น พร้อมส่งเอกสารปลอม บัตรเจ้าหน้าที่ปลอม หรือสร้างบัญชีไลน์ที่ใช้ชื่อและรูปภาพคล้ายหน่วยงานราชการ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง

นอกจากนี้ คนร้ายมักใช้จิตวิทยาสร้างความกดดันและความหวาดกลัว โดยข่มขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอาจถูกดำเนินคดี ถูกออกหมายจับ ถูกอายัดบัญชี หรือส่งผลกระทบต่อการศึกษา การทำงาน และครอบครัว จากนั้นจะหลอกให้ผู้เสียหายเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัญชีธนาคาร ยอดเงินคงเหลือ หรือหลอกให้โอนเงินโดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ การค้ำประกันคดี หรือการดำเนินธุรกรรมเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในบางกรณี คนร้ายยังติดต่อบุคคลใกล้ชิดของผู้เสียหาย เช่น พ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อน เพื่อสร้างเรื่องราวเท็จเพิ่มเติม เช่น เรื่องทุนการศึกษา การลงทุน การรักษาพยาบาล หรือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เพื่อให้มีการโอนเงินเข้ามาในระบบ ก่อนหลอกให้ผู้เสียหายนำเงินดังกล่าวโอนต่อไปยังบัญชีที่คนร้ายกำหนด

พฤติกรรมดังกล่าวเป็นกลอุบายที่อาศัยความตกใจ ความกลัว และความไว้วางใจของประชาชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอกลวงเอาทรัพย์สิน ดังนั้น หากมีบุคคลใดอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ แล้วขอข้อมูลส่วนตัว ขอข้อมูลบัญชีธนาคาร หรือขอให้โอนเงินไม่ว่ากรณีใด ขอให้ตั้งสติ ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง และปรึกษาบุคคลใกล้ชิดก่อนดำเนินการทุกครั้ง

พฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับว่านายภาณินหรือกาย กาญจนพานิช  อายุ 23 ปี นั้นกำลังเดินทางหลบหนีขึ้นทางภาคเหนือ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและสั่งการให้ทำการสืบสวนจับกุมตามอำนาจหน้าที่          

ต่อมาตามวันเวลาที่จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายภาณินฯ โดยนำข้อมูลทะเบียนราษฎรมาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ เมื่อช่วงประต้นปี 2568 ได้มีรุ่นพี่ที่อยู่แถวย่านพัทยา ได้ชวนข้าฯ ไปทำงานเกี่ยวกับคาสิโน เว็ปพนันออนไลน์ที่ประเทศกัมพูชา ผ่านช่องทางธรรมชาติที่จังหวัดสระแก้ว ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง จะมีคนจีนคอยมาเฝ้าดูตลอดเวลา หลังจากนั้นได้ชักชวนให้ข้าฯ เปิดบัญชีธนาคาร ข้าฯ จึงได้กลับมาแถวบ้านย่านชลบุรี มีรุ่นพี่กลับมาด้วยและคนประเทศกัมพูชาข้ามมาด้วย 1 คนเพื่อรอเอาบัญชีธนาคารพร้อมสแกนใบหน้า ข้าฯ ได้เปิดบัญชีทั้งหมด 4 บัญชี ได้ค่าจ้างจำนวน 10,000 บาท เบื้องต้นขอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา  

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอเตือนภัย "มิจฉาชีพอาจปลอมตัวเป็นใครก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ตัวจริงจะไม่โทรมาขู่ ไม่ขอให้โอนเงิน และไม่ให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการโอนเงิน หากถูกเร่งรัดให้รีบโอนเงิน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ