กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.หญิง อนุสรา บัวแดง สว.กก.4 บก.ปคบ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำโดย ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา นำหมายค้นจากศาลอาญามีนบุรี เข้าจู่โจมตรวจค้นร้านกาแฟแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสสำคัญจาก อย. ว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นแหล่งพักและจัดจำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา รวมถึงเครื่องมือแพทย์ผิดกฎหมายให้กับสถานเสริมความงามหลายแห่ง

จากการนำกำลังเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงเมื่อพบว่าภายในร้านกาแฟดังกล่าวมีการซุกซ่อนเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ความงามยอดนิยมจำนวนมาก โดยสามารถตรวจยึดของกลางได้รวมทั้งสิ้น 67 รายการ จำนวนรวมกว่า 777 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าในตลาดมากกว่า 4,000,000 บาท ซึ่งมีทั้งกลุ่มเครื่องมือแพทย์ประเภทสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid) ยี่ห้อชื่อดังที่ติดตลาด เช่น Neuramis, Restylane, Juvederm, e.p.t.q. และ Rejuran ซึ่งมีทั้งส่วนที่ไม่มีทะเบียนและส่วนที่มีทะเบียนถูกต้องแต่ลักลอบจำหน่ายในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังพบกลุ่มยาควบคุมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนและยาที่มีทะเบียนตำรับยาปะปนกัน อาทิ โบท็อกซ์ยี่ห้อ Botox, Nabota, Aestox, Hutox, Xeomin รวมถึงปากกาลดน้ำหนักยี่ห้อ Mounjaro ยาชาแบบครีม (Lidocaine) และวิตามินสำหรับฉีดผิวขาว ยี่ห้อ Cindella และ Luthione ตลอดจนอุปกรณ์ส่วนควบอย่างกล่องพัสดุและสติกเกอร์ชื่อร้านที่เตรียมไว้สำหรับแปะหน้ากล่องเพื่อจัดส่งให้ลูกค้า
จากการสืบสวนขยายผลเบื้องลึกพบพฤติการณ์สุดแยบยลของผู้ต้องหา ซึ่งมีโปรไฟล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจคลินิกเสริมความงามควบคู่ไปกับการเปิดร้านกาแฟ โดยอาศัยสิทธิ์และชื่อคลินิกของตนเองเป็นช่องทางในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องมือแพทย์เหล่านี้มาจากแหล่งต่าง ๆ จากนั้นแทนที่จะนำไปเก็บรักษาในคลังยาที่ได้มาตรฐาน กลับนำมาซุกซ่อนไว้ที่ร้านกาแฟแห่งนี้เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ แล้วเปิดขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้พนักงานในร้านกาแฟให้ทำหน้าที่เสริมในการแพ็กสินค้าลงกล่องพัสดุ ก่อนจะเรียกไรเดอร์หรือใช้บริการขนส่งเอกชนลักลอบกระจายสินค้าส่งต่อไปยังคลินิกเสริมความงาม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมากกว่า 50 แห่ง โดยทำพฤติกรรมเช่นนี้อย่างย่ามใจมานานกว่า 2 ปีแล้ว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาหนักตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ในฐานความผิดขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท, ฐานขายยาไม่มีทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ในฐานขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงฐานขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. กล่าวเน้นย้ำว่า หลังจากนี้จะมีการประสานงานกับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นยาปลอมด้วยหรือไม่ พร้อมเตือนประชาชนที่จะเข้ารับบริการฉีดหน้าหรือเสริมความงาม ให้ตรวจสอบเลขทะเบียนสลักยาผ่านเว็บไซต์ของ อย. หรือแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ทุกครั้ง ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ฝากความห่วงใยและเตือนสติผู้ประกอบการคลินิกความงามทั่วประเทศ ว่าอย่าเห็นแก่ของถูกหรือสั่งยาจากแหล่งที่ไม่มีมาตรฐานเพียงเพื่อลดต้นทุน เพราะการนำยาที่จัดเก็บไม่ถูกต้องในสถานที่ที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิไปใช้กับประชาชน อาจทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ นำมาซึ่งความเสี่ยงในการแพ้รุนแรง ใบหน้าเสียโฉม หรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งทางสอบสวนกลางจะเดินหน้ากวดขันจับกุมขบวนการเหล่านี้อย่างเด็ดขาดต่อไป
